“นะ...ไหนคุณบอกอยากรู้เรื่องของฉันไง ทำไมถึงไม่ถามมาเร็วๆ เล่า รอหาพระแสงอะไรอยู่” ขอขวัญเอ่ยเสียงเข้มกร้าวด้วยฮึดฮัดขัดใจตัวเองเสียเหลือเกิน ไอ้ความเก่งกล้าที่มีหายไปไหนหมด ทำไมถึงเรียกออกมาต่อกรกับผู้ชายบ้าๆ ตรงหน้าไม่ได้ชายหนุ่มสะบัดศีรษะอย่างระอิดระอา เมื่ออีกฝ่ายยังทำเสียงแข็งใส่ “ชื่อ...”“ขวัญ...ขอขวัญ ไพรีรักษ์” รีบบอกเสียงสั่นและรัวเร็วจนลิ้นพัวพันกัน เมื่อคนได้เปรียบเคลื่อนมือลูบไล้ลำแขนเสลา แผ่วเบาคล้ายสายลมพัดพลิ้วล่อกับปลายยอดหญ้า ที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแบบวูบไหวคล้ายถูกดึงออกไป“เป็นอะไรและทำไมถึงได้มาพร้อมกับอติกานต์ได้”“ถามอะไรแปลกๆ เป็นเพื่อนกันก็ต้องมาด้วยกันสิคุณ” ขอขวัญขบเม้มกลีบปากเมื่อสายตาสีน้ำตาลเข้มบ่งบอกว่าไม่เชื่อและบ่งบอกว่าถ้าเธอพูดผิดหูอีกนิดเดียว เตรียมตัวรับคลื่นพายุอารมณ์ประหนึ่งทอร์นาโดที่ตั้งเค้าอยู่ได้เลย“ฉันรู้ว่าคุณ...เอแคลร์” ขอขวัญแทบผ่อนลมหายใจออกเมื่อหลุบกลืนคำว่าคุณหายลงไปในลำคอได้ ด้วยเป็นเพื่อนกันประสาอะไร ถึงได้เรียกอติกานต์ยกย่องราวกับอยู่กันคนละชั้น “มาธุระที่นี่ แล้วเผอิญฉันก็อยากมาเที่ยวด้วย หรือประเทศคุณห้ามคนมาท่องเที่ยว” ขอขวัญไม่ยอ
“เอาละ...ที่นี้คุณอยากรู้อะไรเพิ่มก็ถามมา ฉันพร้อมจะตอบทุกคำถามแล้ว” ที่เธอสามารถตอบได้นะ“รู้ใช่ไหมอติกานต์ต้องไปอยู่กับอันเดซาอี ซีกัลป์ โอซาอิดนี่” แทนที่จะเอ่ยถามถึงเรื่องที่อยากรู้ ชายหนุ่มกลับเลือกถามไปอีกเรื่อง เพราะยังไม่อยากทำให้นกต่อรู้ว่าแผนการที่วางไว้นั้นแตกแล้วขอขวัญส่ายศีรษะแรงๆ ด้วยความงุนงงและไม่เข้าใจ อติกานต์ต้องไปอยู่กับผู้ชายชื่อแปลกๆ แล้วเกี่ยวอะไรกับเธอล่ะ ทว่านัยน์ตาเข้มดุที่ทอดมองมาสื่อความหมาย ทำให้เธอรู้สึกเสียววูบไปทั้งแผ่นหลัง ขนบนต้นคอลุกเกรียว “คุณหมายความว่ายังไง” หญิงสาวถามเสียงเบาหวิวแทบจะไม่หลุดออกจากปากด้วยซ้ำ พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง อยากให้เป็นไปอย่างที่ในสมองแวบขึ้นมาเลยนะ ถ้าใช่...ขอขวัญร้องครางในลำคอแผ่วเบา เธอเจอกับศึกหนักหนาสาหัสสากันเป็นแน่แท้ แล้วเรื่องที่คิดจะทำย่อมต้องมีคนคอยขัดขวางโอ๊ย! คิดแล้วหนทางข้างหน้าตีบตันที่สุดเลย เธอจะหาทางออกยังไงกันล่ะนี่!“ฉันต้องการให้เธอเดินทางไปด้วย”“ฉันไม่ไป!” ขอขวัญแผดเสียงโต้กลับด้วยลืมตัว เมื่อเจอคำสั่งสายฟ้าแลบ แต่เมื่อเจอสายตาดุๆ เข้าก็แอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดเคืองเหมือนกัน“ฉันไม่ได้ขอ...แต่
ไม่คิดว่าคนที่ถูกเลือกมารับหน้าที่แม่พันธุ์! ให้อันเดซาอีจะหวานฉ่ำนุ่มไปถึงใจขนาดนี้ ทำเอาเขาถึงกับร้อนรุ่มไปหมดทั้งกาย...คึกคะนองอยากออกมาดูโลกภายนอกก่อนห้ำหั่นฟาดฟันให้ถึงจุดหมายปลายทางสวาทรสหวานล้ำ“อือ!” เมื่อสติเริ่มกลับคืนมาอติกานต์ก็เริ่มต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นจากสัมผัสที่พัดพาหัวใจอ่อนไหวและร่างกายหมดเรี่ยวแรงด้วยหายใจไม่คล่องคอ มือเล็กกำหมัดทุบอกกว้าง เท้าเล็กยกขึ้นกระทืบลงไปบนเท้าใหญ่สลับกับเข่ามนกระทุ้งขาแกร่งให้ชายหนุ่มเสียสมดุลนัยน์ตากลมโตเปล่งประกายสดใสกลอกไปมาอย่างอิดหนาระอาใจระคนรำคาญเล็กน้อย ขาแกร่งสอดแทรกตรึงสองขาเรียวยาว ขณะมือไล่จับสองมือบางไพล่ไปด้านหลัง มัดไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนสอดท่อนแขนกำยำไปกระชับร่างนุ่มนิ่ม ส่งฝ่ามือหนาไปทาบตรึงท้ายทอยของคนที่พยายามเบี่ยงหนีเอาไว้มั่น ขณะบดเบียดขบย้ำจุมพิตร้อนระอุบนกลีบปากอิ่มนุ่มจากเนิบนาบเป็นหนักหน่วงทวีความรุนแรงขึ้นทีละน้อย ละเลียดลิ้มชิมรสน้ำผึ้งหวานเจือฝาดนิดๆ พร้อมท่อนแขนกอดกระชับกายอรชรอ้อนแอ้น ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปบนผิวเนื้อนวลผ่องเป็นยองใยเกลียวเชือกรัดรอบพากายหนาวเหน็บไปตกยังท้องทุ่งดอกไม้หลากสีสัน ชูช่อท้าทายเ
“อื้อ” ใบหน้านวลผุดผาดแหงนหงายไปด้านหลัง เบือนหน้าหนีก็ไม่ได้ เมื่อถูกมือใหญ่ลูบไล้มาจับตรึงท้ายทอยเอาไว้มั่น มือเล็กกำหมัดทุบไปบนอกกว้างเท่าที่เรี่ยวแรงจะมี ก็ต้องหยุดพร้อมน้ำตาที่ร่วงหล่นจากเบ้า เมื่อถูกบดคลึงและขบฟันขย้ำลงไปบนกลีบปากอิ่มนุ่มแรงๆอยู่ใกล้อติกานต์ทีไร เขาอดใจล่วงเกินเธอไม่ได้สักที เห็นทีต้องเร่งหาทางทำให้ไอ้เจ้าบ้านั่นพาแม่หนูขนมหวานไปส่งถึงถิ่นเร็วๆ เสียแล้วละ หวานเร่าร้อนยั่วความกระหายอยากในกายจนแทบคลั่งจะลงแดงตายอยู่แล้วชายหนุ่มบดคลึงซอกซอนหาความหวานจากโพรงกุหลาบนุ่มจนพอใจ ถึงได้ยอมถอนจุมพิต แต่ไม่ยอมปล่อยร่างอรชรให้เป็นอิสระ ฝ่ามือหนาทาบบนแผ่นหลังบอบบาง บังคับด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่าพาหญิงสาวเดินไปเรื่อยๆ ด้วยท่าทีผ่อนคลายสบายใจ“เล่าให้ฟังหน่อยสิ ครอบครัวเธอคิดยังไง ‘ถึงได้ส่งลูกสาวหน้าตาสะสวยน่ารักมาทำหน้าที่ผลิตทายาทให้กับไอ้คนเย็นชา ที่ชาตินี้คงไม่มีหัวใจให้ใคร นอกจากคนที่ตายไปแล้ว’ ถึงได้ส่งผู้หญิงตัวเล็กๆ บอบบางเดินทางมาที่ห่างไกลแถมยังเต็มไปด้วยภัยอันตรายนานัปการคนเดียวได้...ไม่ห่วงบ้างเลยหรือไง ว่าลูกสาวจะได้รับอันตรายน่ะ”“ไม่จำเป็นที่คุณต้องรู้ ปล่อยได้
“แต่ขอโทษนะ เผอิญฉันเป็นผู้หญิงหิวเงิน...เอาเงินสักร้อยสองร้อยล้านมาวางเป็นค่าตัว แล้วจะพาฉันไปตกนรกขุมไหนก็ตามสบาย...คุณมีปัญญาหามาจ่ายไหมล่ะ”“อู้...ค่าตัวเธอแพงไปหน่อยไหมเอแคลร์ ฉันยังไม่แน่ใจเลย ว่าจะได้เป็นคนแรกของเธอหรือเปล่า ถ้าใช่มันก็น่าสนใจดีอยู่น่ะ”สายตาเป็นประกายแปลบปลาบเหมือนสายฟ้าฟาด ทำให้ชายหนุ่มอมยิ้ม “ในเมื่อเธอกล้าเสนอมา ฉันก็คงต้องเอากลับไปคิดแล้วละ ว่าพอจะไปขุดคุ้ยหาไอ้เจ้าเงินในหีบ ในไห ในลังใส่เสื้อผ้า มาเป็นค่าตัวแลกเปลี่ยนพาตัวเธอไปเสพสวาทได้หรือเปล่า”รอยยิ้มแต้มบนมุมปากหนา อติกานต์ทำเป็นปากกล้า แต่พอเขาคิดจะเอาจริงใบหน้ากลับซีดเผือด ดวงตาตื่นตระหนกขลาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเสนอมาแล้ว...อย่างเขาหรือจะไม่รีบตะครุบเอามาอยู่ในอุ้งมือน่ะ“ว่าแต่ตอนนี้บอกได้หรือยัง คิดอะไรอยู่ถึงได้เดินไม่มองดูทาง ไม่รู้หรือไงนี่มันต่างถิ่นนะ อันตรายแค่ไหนรู้บ้างไหมหากเจอคนไม่ดีเข้าน่ะ” ชายหนุ่มถามอย่างเป็นห่วง พานโกรธไปถึงไอ้ตัวซวยที่ไม่รู้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ทำไมถึงไม่บอกไม่เตือนให้ระวังตัวกันบ้าง หรือคิดว่าตัวเองใหญ่พอดูแลได้ทั่วถึง จนลืมไปหรือเปล่า แม้เป็นโรงแรมใหญ่ การป้
“รับรองได้ว่าฉันจะไม่ถูกตีจนหัวแบะ แถมยังจะได้พาเอแคลร์ออกไปเต้นรำ...รำลึกความหลังหวานๆ ด้วย”อติกานต์ผ่อนลมหายใจออกจากปากหนักๆ ไม่ว่าจะเล่นงานยังไง เธอก็ต้องพ่ายโมฮาหมัดตลอด เธอเลยเลือกสะบัดแขนออกจากมือใหญ่และหาทางเดินย้อนกลับไปยังส่วนร้านขายเสื้อผ้าของโรงแรม ทว่า...“เดี๋ยวพาไปเอง แต่ตอนนี้...ขอนิดนะ”ไม่ทันได้ถามว่าเขาขอสิ่งใด แขนแกร่งก็สอดรัดรอบเอวคอดกิ่ว ดึงรั้งร่างอรชรเข้าไปแนบชิด ปลายนิ้วยาวสอดใต้ปลายคางมนดันให้แหงนขึ้น พร้อมใบหน้าคร้ามแกร่งเปื้อนยิ้มละมุนละไมก้มลงมาอย่างเชื่องช้า ปากหนาหยักแนบบนหน้าผากนวล ไต่ไล่ลงมาตามตามแก้มนุ่มหอม“ฉันอยากทำอย่างนี้กับเธอตลอดเลยรู้ไหมเอแคลร์” ชายหนุ่มเอ่ยเว้าวอนเสียงเบาขณะแนบจูบบนปากอิ่มนุ่มแผ่วบางเบาราวกับผีเสื้อโบยบินไปเกาะบนกลีบกุหลาบ ขบกัดดูดย้ำกลีบปากหวานฉ่ำก่อนเปิดแย้มกลีบดอกไม้ เลาะเล็มซอกซอนหาความหวานปานน้ำผึ้งจนพอใจ ถึงได้ถอนจุมพิตออกอย่างเสียดายและคลายแขนออกจากร่างอรชร เปลี่ยนเป็นเกี่ยวก้อยเล็กพาคนที่ยังเพริดอยู่กับจูบหวานๆ ให้เดินตามไปจัดหาข้าวของที่จำเป็นต้องใช้อย่างเริงร่าอติกานต์สลัดความรู้สึกแปลกๆ กับการใกล้ชิดโมฮาหมัด ชายที่
“ขอเป็นอย่างอื่นได้ไหมนี่” ขอขวัญเอ่ยกึ่งระอากึ่งเหนื่อยหน่ายใจไม่แพ้ใบหน้าซึ่งพยักรับด้วยความเซ็งจับจิต “ก็ได้ๆ ไปก็ได้” หญิงสาวเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง ก่อนร่างอรชรอ้อนแอ้นผุดลุกจากเตียงนอน พร้อมเดินหน้ามุ่ยไปคว้าผ้าขนหนูตรงหน้ากระจกมากอดอกไว้“อยากหายตัวได้จังเลย จะได้ไม่ต้องไปงานเลี้ยงบ้าๆ นั่น”อติกานต์อดยิ้มกับคำพูดอ่อนอกอ่อนใจที่ดังมาแตะโสตประสาทหู ด้วยเธอเองก็อยากทำได้อย่างนั้นเหมือนกัน“หรือเราสองคนจะทำแบบว่า...หนีกันดีไหมคุณเอแคลร์”“หนีไปไหนล่ะ ออกจากโรงแรมไปยังไม่ทันถึงครึ่งวัน คงได้เป็นลมล้มพับอยู่กลางทะเลทรายที่แดดร้อนเปรี้ยงอย่างกับจะเผาให้ไหม้เกรียมเสียมากกว่า”ขอขวัญยกมือกุมอกและปล่อยร่างเซถลา พลางส่ายศีรษะไปมาเล็กน้อย “อู้ย...พูดแบบนี้ได้ยังไงกันล่ะคะคุณเอแคลร์เจ้าขา ดูถูกตัวเองชะมัดเลย อย่างเราสองคนน่ะ มีรูปโฉมเป็นทรัพย์ มีปากเป็นศรี เจรจาพาทีหวานๆ สักหน่อย ก็มีผู้ชายหน้าเหม็นมาคอยเป็นสารถีและองครักษ์พิทักษ์แล้วล่ะค่ะ”อติกานต์หัวเราะกับใบหน้าและท่าทางตลกเพี้ยนๆ ยืนเซไปเซมาอย่างกับคนเมาเหล้าของขอขวัญ จนใบหน้าหม่นหมองกระจ่างสดใสขึ้นมา “ฉันกลัวเจอปากเปราะๆ ที่พูดโดยลืมกล
“ปล่อยฉันนะ!!” ขอขวัญแผดร้องเสียงดังลั่น สองมือกำหมัดระดมทุบไปบนกายแกร่งกำยำรัวเร็วแรงเท่าที่จะทำได้ อย่างลืมตัวไปว่าการเคลื่อนไหวจะยิ่งทำให้ปมผ้าขนหนูคลายออกมากขึ้น“เอา...ร้องเข้าไป ร้องไห้ดังๆ นะ แล้วก็เคลื่อนไหวให้เร็วกว่านี้ด้วย ฉันจะได้เห็นรูปร่างเธอชัดๆ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะในลำคอ เมื่อครู่เขาหงุดหงิดอารมณ์เสียอยู่นะ ด้วยใกล้ถึงเวลาสำคัญทว่าสองสาวที่ควรต้องไปยืนเคียงข้างกลับไม่ยอมโผล่หน้าไปสักคน จนต้องตามมาดู จึงได้เห็นอติกานต์เดินออกไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ อยากตรงเข้าไปทักและเอ่ยถาม...ไม่ใช่เพราะสนใจใคร่รู้อะไรหรอกนะ เพียงแค่เขามีหน้าที่ดูแลเธอให้อยู่รอดปลอดภัย แต่เอาเข้าจริงๆ เขากลับยืนรอปล่อยให้หญิงสาวเดินผ่านไป เพื่อเขาจะได้มาหาอีกคนในห้องนี้ จัดการลงโทษคนไม่รักษาเวลาแทนให้หนักๆเหมือนสวิตช์ไฟที่เปิดอยู่ถูกสับให้ปิด มือนุ่มนิ่มยกขึ้นพร้อมนิ้วกางออก จุดหมายคือใบหน้าครึ้มด้วยหนวดและเคราที่ได้รับการตัดตกแต่งอย่างดี มองแล้วไม่น่าเกลียด มิหนำซ้ำยังมีเสน่ห์แฝงออกมา พานทำให้คนเห็นหัวใจกระตุกหยุดชะงักความตั้งใจเดิม เปลี่ยนเป็นจับปมผ้าขนหนูที่เริ่มคลายออกอย่างเร็วไว“อ้าว
โมฮาหมัดถึงกับผงะและร้องครางในลำคออย่างไม่เชื่อ ทำไมเขาถึงได้เห็นหน้าไอ้เจ้านั่นเสียได้ กรามหนาขบกัดจนแก้มตอบนูนขึ้นสัน พยายามสะบัดศีรษะขับไล่ภาพที่เรียบร้อยเป็นเรื่องราวแต่หนหลังพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ที่ยิ่งเพิ่มความเจ็บศีรษะจนตาพร่ามัว“เป็นอะไรไปน่ะคุณ” อติกานต์เอ่ยถาม เมื่ออยู่ดีๆ ใบหน้าคร้ามแกร่งก็ขาวซีดและมีหยาดเหงื่อไหลซึมออกมา“อย่ามายุ่ง” โมฮาหมัดปัดมือเล็กออกห่างไป เสียงหวานใสที่แตะหลังหูเสมือนคมมีดแห่งความริษยาที่บาดลึกลงไปถึงทรวง“นึกว่าฉันอยากยุ่งกับคุณนักหรือไง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณบังคับลากเอาตัวมาด้วย ฉันคงไม่ต้องมาติดแหง็กอยู่กลางทะเลทรายแบบนี้ ฉันก็ไม่ยุ่งกับคุณหรอกย่ะ” อติกานต์สบถน้ำเสียงขุ่นมัว ดวงตากลมใสเป็นประกายวาวจ้าด้วยเพลิงโทสะราวกับกระแสลมที่พัดลิ่วล้อเล่นกับทรายสีขาวนวลคือเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ผสมคำพูดท้าทายดังก้องหู...คนอย่างนายก็ดีแต่ใช้เล่ห์เหลี่ยมล่อหลอกผู้หญิงให้สนใจ ถ้าแน่จริงก็ทำให้ผู้หญิงตรงหน้ารักและยินยอมเป็นเมียด้วยความเต็มใจสิ แต่นะ...อย่างนายคงทำได้เพียงแค่ใช้กำลังข่มเหงอย่างเดียว ถึงจะได้ตัวผู้หญิงที่พึงพอใจมาเคียงชิดใกล้ อติกานต์คือผู้หญิงข
“เป็นอะไร” หญิงสาวเผลอสาวเท้าถอยหลัง จึงถูกแขนแกร่งตวัดโอบรัดรอบกายและดึงเข้าหาตัว จนต้องรีบยกมือยันอกกว้าง ก่อนจมูกโด่งจะกดลงบนหน้าผากนวล“เมีย...ไง” โมฮาหมัดฉวยที่อติกานต์กำลังตะลึงพรึงเพริดอยู่ กดปากหนาอุ่นลงไปบนเรียวปากนุ่ม บดคลึงขบเม้มแผ่วเบา ฝ่ามือหนาลูบไล้แผ่นหลังบอบบางพลางกอดกระชับร่างอรชรแนบชิด“อือ...” อติกานต์พยายามต้านทานเพลิงพิศวาสที่ถูกเติมอย่างหนักหน่วงแต่มั่นคง ที่ทำให้หัวใจซึ่งเคยคิดว่าเย็นชาเข็ดขยาดกับความรัก เพราะถูกคนรักหักหลังอย่างเลือดเย็นเริ่มแกว่งไกว คล้ายเชือกป่านที่ถูกขึงเชื่อมต้นไม้สูงสองต้นไว้ด้วยกัน ยิ่งพยายามต้านทานมากเท่าไหร่ ร่างกายกลับยิ่งอ่อนแรง ไหนจะความอบอุ่นที่โอบรัด ทำให้ยิ่งอยากถาโถมเข้าไปแนบซบอกกว้าง แต่แม้ใจปรารถนาสักเท่าไหร่ เธอก็ต้องหักห้ามมิให้เผลอไผลปล่อยให้ความต้องการอยู่เหนือความถูกต้อง“อือ...จะต้านทานความต้องการของตัวเองไปทำไมกันล่ะเอแคลร์” แขนแกร่งกระชับร่างนุ่มนิ่มแนบชิด ลูบไล้ฝ่ามือหนาไปบนแผ่นหลังบอบบาง เรื่อยขึ้นไปจนถึงลำคอระหง นวดคลึงแผ่วเบาก่อนจะจับตรึงท้ายทอยมนเอาไว้มั่น เพื่อเขาจะได้สัมผัสกับใบหน้านวลเนียนนุ่มและกลีบปากอิ่มหวาน
“คุณไม่ต้องห่วงหรอก ฉันยังไหว ไปต่อเถอะ ว่าแต่...ทางที่เราจะไป จะได้เจอกับหมู่บ้านหรือพวกยิปซีมาตั้งกระโจมพักเร็วๆ ใช่ไหม” เธอไม่ได้อยากถามอย่างนี้ แต่ตอนนี้ในหัวมีเสียงใสดังอย่างต่อเนื่อง เหมือนค้อนที่ตอกลงไปบนตะปู ทำให้ปวดหัวติ้วๆ มาพร้อมกับอาการผะอืดผะอมอยากจะอาเจียนอันเดซาอีได้แต่เงียบ ด้วยตอบคำถามนี้ไม่ได้ การวิ่งหนีท่ามกลางความมืดมิดทำให้เริ่มที่จะหลงทิศทาง เกิดเป็นความไม่แน่ใจ ควรจะไปทางไหนดี“ไปทางขวาสิ...ไม่นานเราก็จะพบคนช่วย” อยู่ดีๆ ใจเธอก็สั่งให้เอ่ยขึ้น“หือ...เธอว่าอะไรนะ” อันเดซาอีเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน ไหนจะน้ำเสียงที่ดังข้างๆ หูอีกเล่า หรือว่าเธอคนนั้นกำลังมาเตือนให้เขารู้สึกตัว อย่าลืมความตั้งใจเดิม...อย่าให้สิ่งที่ลงทุนทำลงไปทุกอย่างเสียเปล่า“ขอขวัญ” ความจริงอยากร้องเรียกคนบนหลังว่า “ไอย่า” มากกว่า แม้อยากจะหลอกตัวเองว่ามีคนที่รักอยู่เคียงข้างกาย อยากได้ยินเสียงกังวานหวานใสดังใกล้ๆ ได้เห็นใบหน้าที่แสดงถึงอารมณ์ต่างๆ ดวงตากลมโตใสแจ๋วฉายแววรักใคร่ยามมองมาที่เขา แต่เขาก็จำต้องยอมรับความเป็นจริง...ไม่มีเธออยู่เคียงข้างให้รอบกายและหัวใจเปี่ยมล้นด้วยความสุข
สองแก้มนุ่มป่องออกเล็กน้อย เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเขา...ก็สมควรแล้วนี่ที่จะต้องรับผิดชอบ เหนื่อยจนหายใจหอบราวกับหมาหอบแดด...ล้าจนสองขาแทบจะยกไม่ขึ้นแล้วนี่นา รอยยิ้มจะแต้มที่บนเรียวปากอิ่ม ดวงตากลมโตเป็นประกายใสแจ๋วดั่งกับดวงดาราที่ดาษดื่นบนท้องฟ้ายามราตรีไร้แสงจันทรา“ก็...เท้าฉันเจ็บ เดินต่อไปไม่ไหว ถ้าคุณอยากจะให้การเดินทางไปได้เร็วอย่างใจละก็...” คิ้วโก่งได้รูปเลิกขึ้นอย่างคนที่คิดว่าตอนนี้ถือไพ่เหนือกว่า“เธอนี่...นอกจากจะพูดจนลิงหลับได้แล้ว ยังจะมากเรื่องและยุ่งชะมัดยาด” อันเดซาอีเอ่ยอย่างเอือมระอา แต่แปลกที่เขารู้สึกเหมือนความรู้สึกดีๆ อบอวลอยู่รอบกาย เหมือนจะแทรกซึมไปที่หัวใจอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคงที่เขาต้องรีบสลัดทิ้งไปโดยเร็วไว “จะมาโทษว่าเป็นความผิดฉันได้ยังไงกันล่ะ คุณเป็นคนเลือกแบบนี้เองนี่นา” ขอขวัญยิ้มจนแก้มปริ รีบยกมือวางบนไหล่กว้างของคนที่ย่อตัวลงให้เธอขึ้นขี่หลังอย่างเริงรื่นและสุขใจ“ผู้หญิงอะไร ตัวหนักชะมัดเลย” น้ำหนักขอขวัญไม่ได้เยอะจนทำให้ไหล่ทรุด แต่เพราะบาดแผลต่างหากที่ทำให้เขาเจ็บจนขาสั่น“ถึงพ่อแม่จะไม่ใช่คนมั่งมีเงินทองกองท่วมหัวอย่างคุณ แต่เพราะท่านดัน
“โอ๊ย! ฉันเหนื่อยแล้วนะ หยุดพักก่อนได้ไหมคุณอันเดซาอี” ขอขวัญโอดครวญปนหอบ พลางยกมือเย็นขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลหยดลงมาเป็นทาง สลับกดทรวงอกที่ความอึดอัดถาโถมเข้ามาหนักหน่วงขึ้น เนื่องจากตั้งแต่ออกมาจากกระโจมที่พัก เธอก็ยังต้องวิ่ง...วิ่งและวิ่งไม่ได้หยุดเลย“ไม่ได้”“ทำไม เราวิ่งหนีมาได้ตั้งไกลแล้วนะ ไม่เห็นหรือไงว่าพวกนั้นไม่ตามมาแล้วนะ อีกอย่างฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว คุณยังจะใจดำไม่ยอมหยุดพักอีกหรือไง”“ยิ่งเราช้าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ถูกตามทันเร็วเท่านั้น” แม้เขาจะท่องไปในทะเลทรายนานหลายปี แต่ก็ยังไม่อาจต่อกรกับคนที่ได้รับการฝึกฝนทางด้านการต่อสู้และชำนาญพื้นที่ได้“แต่ฉันเหนื่อย...คุณได้ยินไหมว่าฉันเหนื่อย ฉันไปต่อไม่ไหวแล้ว” ขอขวัญสลัดแขนออกจากมือแกร่งและทรุดกายลงนั่งบนพื้นทรายอย่างหมดแรงเดินจริงๆ“อดทนอีกนิดนะ ฉันคิดว่า...” อันเดซาอีเหลียวมองรอบกายที่ปลายขอบโค้งของท้องฟ้า พระจันทร์ดวงกลมโตยังคงทอแสงอ่อนๆ ให้เห็นทางเดินแสนเวิ้งว้างและยาว...ไกล“คิดว่าอะไร” ขอขวัญเอ่ยถามเมื่ออันเดซาอีหยุดพูดไปเสียดื้อๆ“เฮ้ย! อย่าบอกนะว่าคุณพาฉันหลงทาง จนตอนนี้ไม่รู้จะไปทางไหนดีน่ะ” ปลายเสียงขอขวัญแหบแห้
เห็นขอขวัญยิ้มให้กับผู้ชายคนอื่นแล้วในหัวใจมันเจ็บจี๊ด ร้อนรุ่มราวกับโดนไฟเผา แต่ยามนี้ที่รอบกายรายล้อมไปด้วยคนมุ่งร้าย ในเมื่อศัตรูตรงหน้าเผยตัวว่าจะยอมเป็นพันธมิตรชั่วคราว เขาควรหยุดคิดเรื่องส่วนตัวหันมาใช้ประโยชน์จากคนตรงหน้าให้มากที่สุดสินะ แต่ก็ไม่ทันโมฮาหมัดที่เอ่ยพูดขึ้นมาก่อน“ที่เธอเสนอมาเมื่อครู่มันก็ดีอยู่นะขวัญ แต่...”“แต่...อะไร” อติกานต์เอ่ยถามเมื่อรู้สึกเสียววาบที่แผ่นหลัง รอยยิ้มแหยๆ แตะใบหน้ายามเมื่อเหลือบสายตาหวาดหวั่นไปมองอันเดซาอี ก่อนตวัดสายตาเกรี้ยวกราดไปมองโมฮาหมัด แต่เพียงได้สบสายตาคมดุวามวาวแล้วต้องรีบขยับกายหนีอย่างอัตโนมัติ“เผอิญคนที่ฉันอยากพาไปด้วยก็คือ...” กายแกร่งกำยำเคลื่อนไหวไปหาอติกานต์อย่างว่องไว “ยังไงฉันก็ขอตัวเอแคลร์ไปก่อนละกัน” โมฮาหมัดยกมือโบกสะบัด พลางบังคับพาคนที่พยายามจะสะบัดกายหนีไปทางที่เข้ามา“คุณ! จะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันนะ” อติกานต์พยายามสะบัดมือออกจากการจับกุม แต่นอกจากจะไม่หลุด ยังถูกโมฮาหมัดสอดแขนรัดรอบเอวคอดกิ่วพร้อมเสียงเข้มดุอีก“อยู่เฉยๆ นะเอแคลร์ เดี๋ยวก็เจอดีหรอก” ฝ่ามือหนาทาบบนแผ่นหลังบอบบาง ดันกายอรชรให้ต้องเร่งเดินตามไปติด ๆ“ค
“ฉันน่ะยังไงก็ได้แต่...” โมฮาหมัดโยนการตัดสินใจให้กับอันเดซาอีที่จะต้องคิดหนัก “จะยอมเสียศักดิ์ศรีให้โจรอย่างฉันช่วยได้รื้อ” ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะลงคอ เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน ควรจะดีใจที่มีคนลงมือกำจัดอันเดซาอีให้ แต่พอเกิดเหตุเข้าใจจริงๆ ทำไมถึงใจถึงหาย ทำใจไม่ได้ก็ไม่รู้ศีรษะทุยถึงกับส่ายสะบัด เขานี่ท่าจะเพี้ยนหนัก โดนอันเดซาอีไล่ล่าตามล้างตามเช็ด จนก่อเกิดเกลียวเชือกสานสายใยความรู้สึกเหมือนญาติสนิท ที่เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเดือดร้อน ใจก็ร้อนรุ่มต้องออกโรงช่วยเหลือ จนลืมคิดถึงความปลอดภัยและผลที่จะเกิดตามมา“ว่าไงล่ะคุณอันเดซาอี...แค่คุณคนเดียว แน่ใจนะว่าจะรับมือพวกข้างนอกนับสิบนั่นได้ จะคุ้มครองผู้หญิงถึงสองคนไม่ให้โดนทำร้ายได้น่ะ”“จะให้ฉันไว้ใจ ยอมให้ว่าที่ภรรยาไปอยู่ในการคุ้มครองของผู้ชายที่พูดไม่หยุดปาก อยากข่มเหงรังแกเธอจนหน้ามืดได้ยังไงกัน” เสียงขลุกขลักดังจากแผงคอแกร่ง“ฉันคงจะเพี้ยนจัด ถ้าปล่อยให้เอแคลร์อยู่ภายใต้การดูแลของแมวบ้าที่คอยแต่จะขย้ำเขาอยู่ตลอดเวลาน่ะ” เอ่ยออกไปแล้วอันเดซาอีก็รู้สึกเหมือนมีกระแสลมเย็นๆ มาแตะกาย จนต้องเหลือบสายตาไปมองอติกา
“คงกลัว ถ้าความจริงเปิดเผย คุณเอแคลร์จะโกรธเอาน่ะสิ” ขอขวัญเอ่ยทะลุขึ้นมากลางปล้อง ด้วยไม่ชอบใจบรรยากาศที่คุกรุ่นราวกับจะกำลังมีพายุฝนฟ้าคะนอง“คนมันกลัว บังคับไปก็แค่นั้น ยังไงเขาก็ไม่กล้าพูดหรอก” อันเดซาอีเสริมท้ายด้วยความอยากเห็นใบหน้าแท้จริงของฝ่ายตรงข้าม ที่จะว่าไปก็คุ้นตา...ใจเขามิใช่น้อยถึงยังไงเขาก็ต้องเปิดเผยตัวเองให้อติกานต์ได้รู้ จะตอนนี้หรือตอนไหนก็ไม่แตกต่างกัน “ได้สิ...คนอย่างโมฮาหมัดไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว”แค่ได้ยินชื่ออติกานต์ก็สะดุ้ง ยิ่งเมื่อได้เห็นใบหน้าคมเข้มนั้นชัดเจน คิดว่าใบหน้าคงจะเผือดขาวซีด ไม่แพ้มือและเท้าที่เย็นยะเยือก“คุณ...โมฮาหมัด” เสียงครางหลุดออกจากลำคอระหง พร้อมกับความอายและเพลิงโทสะที่แล่นลิ่วขึ้นมาราวกับปรอทถูกไฟ “ผู้ชายเฮงซวย!” อติกานต์กัดฟันพูดเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตทอแสงวาวเจิดจ้าดั่งแสงตะวันส่องทรายยามเที่ยงวัน“สนุกมากใช่ไหมที่หลอกผู้หญิงคนหนึ่งให้หัวปั่น” หมื่นแสนคำพูดที่อัดอั้นตันใจ อติกานต์อยากจะจัดหนักใส่หน้าพ่อคนใจร้ายที่ยังคงยิ้มอย่างไม่รับรู้ความรู้สึกของเธอที่สุด “โกรธอะไรหนักหนาล่ะเอแคลร์ ฉันไม่ได้คิดจะหลอกลวงอะไรเธอเลยนะ แค่เข้ามา
“ไม่จริงหรอกนะ” เอ่ยแทรกเสียงหวานละมุน อย่างต้องการเป็นเช่นน้ำเย็นราดรดลงบนเพลิงไฟให้มลายหายสิ้นในเร็วพลัน มือนุ่มนิ่มลูบไล้ใบหน้ากลมป้อม ดวงตากลมใสมีน้ำตาเอ่อล้นฉายแววอึดอัดคับแค้นใจ “ต้นเหตุที่ทำให้...”เสียงหวานใสกลับเลือนหายไป เพราะเสียงแข็งกระด้างและดุกร้าวที่สอดแทรกขึ้นมา ตอนแรกๆ ก็คิดว่าเป็นเหตุบังเอิญ แต่ก็ต้องคิดใหม่ ด้วยเมื่อใดที่พี่สาวคนสวยจะบอกอะไรกับเขา ก็มักจะมีคนหรือเหตุการณ์ต่างๆ มาขัดจังหวะเสียทุกครั้งไป จวบจนตอนจากไปก็ยังทิ้งปมไว้ให้ต้องค้นหา พร้อมกับความลับที่ยังไม่ถูกเปิดเผยให้รู้แว่วเสียงถามของฮามีดถามซ้ำอีกครั้งดังเข้ามาในหู “เอายังไงดีล่ะลูกพี่” ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าอยู่ที่ใดและสิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือแก้ไขเหตุการณ์เบื้องหน้าให้ลุล่วงไปด้วยดี ไม่ได้เป็นห่วงอันเดซาอีหรอกนะ เชื่อว่าต่อให้เจอเข้ากับคนมีฝีมือ แถมยังจะมีความชำนาญในพื้นที่ ก็สามารถหลบหลีกโจมตีอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยม มันทำให้เขาวิตกกังวลห่วงไปถึงอีกคนที่อาจจะเป็นอันตรายเพียงแค่คิด...ยามแขนกลมกลึงถูกจับแล้วกระชาก ผิวกายนวลเนียนนุ่มถูกจับต้องอย่างรุนแรงจนเป็นรอยแดง เพียงแค่คิด...เธออาจถูกทำร้ายจากพวกใจโฉ